เผยปริศนาปลาตายเพราะมูลโค สรุปมูลวัว-ควายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำลาง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง ทำให้แอมโมเนียเพิ่มขึ้น ออกซิเจนลดลง น้ำขุ่น และเชื้อแบคทีเรียสูงส่งผลให้ปลาพลวงหินเกิดความเครียดและตายในที่สุด
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.10 น.รองศาสตราจารย์ ดร.อภันันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า จากการเดินทาง ไปเยี่ยมแม่ฮ่องสอนมาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ตามรอยสำนักข่าวที่ออกข่าวกันมา เกี่ยวกับปลาในน้ำลางตายปริศนา เป็นจำนวนมาก ที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อหลายอย่างที่เห็นคือปลายทางแต่ต้นทางคือวัว-ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพ เป็นเงินออมของครอบครัว ที่เกือบทุกบ้านเลี้ยงกันในต้นน้ำแม่แพม และลุ่มต้นน้ำลาง
ได้คลายข้อสงสัยไปได้บางส่วน ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงโค–กระบือแบบปล่อยในพื้นที่ต้นน้ำ กับผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและการตายของปลาพลวงหินในแม่น้ำลาง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนสัตว์เลี้ยง ปริมาณมูลสัตว์ ผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานราชการ และกลไกทางนิเวศวิทยาของลำน้ำเข้าด้วยกัน
จากข้อมูลของผู้ใหญ่บ้านพบว่าพื้นที่มีโคและกระบือรวมประมาณ 2,801 ตัว ซึ่งเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ และสามารถเข้าถึงลำธารได้โดยตรง โดยสัตว์ประมาณ 40–50% หรือมากกว่านั้นได้ลงดื่มน้ำหรือแช่น้ำในลำธาร ขณะที่จุดเลี้ยงส่วนใหญ่อยู่ห่างจากลำธารเพียง 0–10 เมตร ทำให้มูลสัตว์และปัสสาวะมีโอกาสไหลลงสู่ลำน้ำสูง โดยคาดว่ามูลสัตว์รวมมีปริมาณประมาณ 37.7 ตันต่อวัน และมีมูลที่เข้าสู่บริเวณลำธารโดยตรงประมาณ 15–19 ตันต่อวัน
กระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุจากมูลสัตว์โดยจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการสะสมของไนโตรเจนและเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนีย (NH₃) ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นพิษต่อปลา โดยเฉพาะในสภาพน้ำที่มีค่า pH สูงและอุณหภูมิสูงในช่วงหน้าแล้ง ผลตรวจคุณภาพน้ำในพื้นที่พบว่าค่า pH สูงถึง 8.64–9.60 และมีค่า BOD บางจุดสูงเกินมาตรฐานน้ำผิวดินประเภทที่ 3 ขณะที่ค่า fecal coliform สูงถึง 11,000 MPN/100 ml ซึ่งสะท้อนถึงการปนเปื้อนจากมูลสัตว์อย่างชัดเจน แม้ไม่พบสารกำจัดศัตรูพืชและโลหะหนักในระดับผิดปกติ
นอกจากนั้นกลไกผลกระทบต่อระบบนิเวศน้ำ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของแอมโมเนีย การลดลงของออกซิเจนละลายน้ำ (DO) การเพิ่มของตะกอน ความขุ่น และแบคทีเรียจากอุจจาระ ซึ่งส่งผลให้ปลาพลวงเกิดความเครียด หายใจลำบาก ว่ายน้ำผิดปกติ และมีความเสี่ยงต่อการตายสูง โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ปริมาณน้ำลดลง น้ำไหลช้า และเกิดการสะสมของมลพิษในวังน้ำลึก
นอกจากนี้ พบว่าช่วงหน้าแล้งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิด NH₃ toxicity และการลดลงของ DO ขณะที่ฤดูฝนแม้จะมีการชะล้างตะกอนและเชื้อโรคสูง แต่การเจือจางของน้ำช่วยลดความเข้มข้นของแอมโมเนียได้บางส่วน
โดยสรุป การเลี้ยงโค–กระบือในพื้นที่ต้นน้ำ หากไม่มีระบบจัดการมูลสัตว์และแนวกันชนริมลำธาร อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศลำน้ำ และความเสี่ยงต่อการตายของปลาพลวงในแม่น้ำลางได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระดับเฉียบพลันและระยะยาว
ข้อมูลในพื้นที่พบว่า มีการเลี้ยง โค 1,423 ตัว กระบือ 1,378 ตัว รวม 2,801 ตัว เลี้ยงแบบปล่อยบนพื้นที่ดอย วัว-ควายลงดื่มน้ำ/แช่น้ำ 40-50%จุ ดเลี้ยงห่างลำธาร 0-10 เมตร ไม่มีระบบจัดการมูลสัตว์ ทำให้มูลสัตว์เหล่านั้นไหลลงไปในแม่น้ำลาง ส่งผลให้ เกิดอินทรีย์วัสดุสูงในลำน้ำ , มีการใช้ออกซิเจนมากขึ้น, เกิดไนโตรเจน/ฟอสฟอรัสสูง, เกิดแอมโมเนีย (NH+) , เชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระ และ เกิดก๊าซและสารพิษอื่นๆ
และยิ่งแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาพลวงหินในถ้ำ หรือในวังน้ำลึก ส่งลผลให้เกิดผลกระทบต่อปลา ไม่ว่าจะเกิดการลดลงของออกซิเจนในน้ำเพื่อไปย่อยสลายมูลโคและกระบือ ทำให้น้ำขุ่น มีตะกอนเพิ่ม ประกอบกับแสงส่องถึงลดลง รบกวนเหงือกปลา แหล่งอาศัยเสื่อมโทรม ปลาพลวงเกิดความเครียด ปลาเชื่องซึม/ลอยตัว , ปลาตายเฉพาะจุด , คุณภาพน้ำผันผวน , หายใจลำบากเนื่องจากเหงือกอักเสบ ว่ายช้า/เชื่องซึม/ลอยตัว , ภูมิคุ้มกันลดลง และตายในที่สุด
อย่างไรก็ตาม วิธีการแก้ไขปัญหา อยู่ที่ทางปศุสัตว์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมควรที่จะเข้าไปบริหารจัดการ การเลี้ยงสัตว์แบบเปิดและไม่มีการกักกัน สัตว์ไม่ให้ลงน้ำโดยตรง การปล่อยให้สัตว์ลงไปกินน้ำและถ่ายมูลลงไปในน้ำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ อย่างคาดไม่ถึง
--------------------------------------------
นายทศพล บุญพัฒน์ / แม่ฮ่องสอน /




0 ความคิดเห็น